แชร์ประสบการณ์ Freelance Programmer

เป็นฟรีแลนซ์ต้องทำอย่างไร เพื่อให้อยู่รอด

        สวัสดีครับเพื่อนๆ ผมขออนุญาตแนะนำตัวเล็กน้อยครับ ก่อนหน้านี้ผมเป็น Programmer ที่บริษัท Start up แห่งหนึ่ง เพิ่งลาออกและเริ่มทำอาชีพฟรีแลนซ์เต็มตัวได้ 6 เดือน และมีเพื่อนเป็นฟรีแลนซ์ทำงานด้วยกันอีก 1 คน งานหลักที่รับจะเป็นงานพัฒนาเว็บไซต์และแอปพลิเคชันบนมือถือ (Android, iOS) วันนี้ผมอยากที่จะแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตฟรีแลนซ์ หลังจากที่พบเจอกับตัวซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ความท้อแท้ ความสิ้นหวัง ที่เคยเจอมา พร้อมคำแนะนำต่างๆ ที่ผมจัดการกับปัญหาเหล่านั้น

หัวข้อต่างๆ ที่อยากเล่าในมุมมองฟรีแลนซ์มีดังนี้

1.อาชีพฟรีแลนซ์ดีอย่างไร ?

2.ชีวิตฟรีแลนซ์มีความเสี่ยงอะไรบ้าง

3.วิธีการหางานและเอาตัวรอด เมื่อมีฟรีแลนซ์จำนวนมากในตลาด

4.การตกลงรับงาน

5.ฟรีแลนซ์ต้องทำอะไรในเวลาว่างงาน

6.เป็นฟรีแลนซ์มีความเครียดหรือไม่

7.สรุปข้อดี/เสีย การเป็นฟรีแลนซ์เทียบกับพนักงานประจำ

1.อาชีพฟรีแลนซ์ดีอย่างไร ?

        ในปัจจุบันนี้มีอาชีพมากมายหนึ่งในนั้นคือ Freelance จากประสบการณ์ชีวิตฟรีแลนซ์ที่ผ่านมา ผู้รู้สึกว่าฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่มีอิสระ แต่งตัวสบาย ทำงานที่ไหนก็ได้ เหนื่อยก็พัก มีแรงก็ทำงานต่อ ไม่ต้องตื่นแต่เช้า กลับบ้านดึก ไม่มีเจ้านาย หรือคนคอยคุมงาน วันหยุด วันลา สามารถจัดการได้เอง ข้อดีอีกอย่างคือเรามีโอกาสทำงานหลายๆ ส่วนที่อยู่บริษัทอาจจะไม่ได้ทำ เช่น  เก็บ Requirement จากลูกค้า ให้คำปรึกษา จัดทำเอกสาร ทำใบเสนอราคา หรือแม้กระทั่งการเขียนสัญญาว่าจ้าง และอื่นๆ ทุกๆอย่างเราจะได้เริ่มทำมากขึ้นๆ เมื่อรับงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ติดต่อกับคนมากขึ้น ฟังเหมือนดูดีนะ แต่ข้อเสียก็เยอะเหมือนกันมาดูหัวข้อต่อไปกันดีกว่า 😀

2.ชีวิตฟรีแลนซ์มีความเสี่ยงอะไรบ้าง

ไม่ว่าอาชีพไหนๆ ก็มีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราจัดการกับความเสี่ยงอย่างไร แต่จากการที่ตัวเองเป็นฟรีแลนซ์มาได้สักพักบอกได้ว่า อาชีพฟรีแลนซ์มีความเสี่ยงมากกว่าพนักงานประจำ เนื่องจากสาเหตุหลายๆ อย่างผมขออธิบายเป็นข้อๆ พร้อมวิธีต่างๆ ที่ผมใช้เพื่อลดความเสี่ยงเท่าที่ทำได้

2.1 ความเสี่ยงจากการไม่มีงานทำ

        แรกเริ่มตอนเป็นฟรีแลนซ์ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด คือ ไม่มีคนติดต่องานเข้ามาเลย หรืออาจะมีบ้างแต่ก็อยู่ในช่วงคุยงาน โอกาสที่งานจะหลุดมือไปก็มีสูงมาก บางทีก็จะมีเวลาว่างหลายวันติดต่อกัน ซึ่งเกิดได้หลายสาเหตุเช่น อยู่ในช่วงบรีฟงานกับลูกค้า, รอลูกค้าตัดสินค้าจ้างงาน, รองานฝั่งดีไซน์ และอื่นๆ อีกมาก สำหรับความเสี่ยงประเภทนี้เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ระยะเวลาว่างงานจะลดน้อยลงหากเรามีงานเข้ามามากพอ ซึ่งวิธีการที่เราจะหางานนั้นจะอยู่ในหัวข้อที่ 3

2.2 ความเสี่ยงที่เกิดจากคู่แข่ง

        จากประสบการณ์เสนอราคาให้กับลูกค้าในหลายๆงาน พบว่าลูกค้ามีการเปรียบเทียบราคากับฟรีแลนซ์คนอื่นอยู่เสมอ การที่เราตั้งราคาสูงแสดงถึงจุดยืนของเรา แสดงถึงประสบการณ์และคุณภาพงานที่เราสามารถทำได้  แต่เราต้องมองในมุมของลูกค้าเพิ่มว่า เขากำลังจะจ่ายเงินราคาสูงกับคนที่ไม่รู้จัก เพราะงั้นราคาที่เราตั้งอาจต้องปรับลดบ้างในงานแรกๆ แต่ก็ควรอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล หากราคาต่ำเกินไปอาจทำให้เราเสียรู้สึกไม่ดีภายหลังได้ สิ่งที่น่ากลัวกว่าฟรีแลนซ์คนอื่นคือคนที่ไม่ใช่ฟรีแลนซ์แต่เป็นพนักงานประจำ คนเหล่านี้อาจเสนอราคาที่ต่ำกว่าปกติได้ เนื่องจากเขามีเงินเดือนที่แน่นอน เพียงแค่ต้องการรายได้เสริมเท่านั้น สิ่งที่ต้องระวังคือห้ามเสนอราคาแข่งขันเด็ดขาด เพราะเงินเรามาจากงานฟรีแลนซ์ เพราะการรับงานหมายถึงความรับผิดชอบที่ต้องดูแลงานออกมาให้ดี หากรับงานแล้วจะยกเลิกกลางคันไม่ได้เด็ดขาด หากผลตอบแทนที่ได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นให้ใจเย็นๆ แล้วรองานใหม่เข้ามา ในช่วงแรกที่ผมเริ่มเป็นฟรีแลนซ์เจอกับปัญหาแบบนี้เยอะมาก ทำให้รู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง และคุยกับเพื่อนอีกคนบ่อยๆ ว่าถ้าไม่มีงานเข้ามาจริงๆ ก็คงต้องไปหางานประจำกันต่อนะ T^T

2.3 ความเสี่ยงจากการประเมินราคาผิดพลาด

        จากข้อ 2.2 ทำให้เรารู้ว่างานที่เราจะรับ ราคา มีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้ามากเนื่องจาก ลูกค้ามาจ้างงานกับฟรีแลนซ์เพราะคิดว่าราคาจะถูกกว่าบริษัทมาก ในความเป็นจริงนั้นเราสามารถรับงานได้ในราคาต่ำกว่าบริษัท 2-4 เท่า แต่ในเว็บไซต์ฟรีแลนซ์ส่วนมาก จะพบคู่แข่งที่ราคาถูกกว่าบริษัท 6-10 เท่า เนื่องจากแต่ละคนตีความขอบเขตงานที่ลูกค้าโพสในเว็บไม่เหมือนกัน หากเรามีจุดยืนในราคาของตัวเองและทำให้มีความน่าเชื่อถือจะมีลูกค้าเข้ามาติดต่ออย่างแน่นอนแม้ว่าราคาจะแพงกว่าเจ้าอื่นๆก็ตาม

       โดยปกติแล้วลูกค้าที่เข้ามาติดต่อจะมีหลายประเภท บางคนมาแบบไอเดีย บางคนก็มีขอบเขตชัดเจน สิ่งที่เราควรทำคือใช้ความรู้และประสบการณ์ของเราในการแนะนำและให้คำปรึกษากับลูกค้าว่า ควรปรับ ลด หรือเพิ่มส่วนไหน เพื่อให้งานออกมาดีขึ้นและลดค่าพัฒนาให้กับลูกค้าได้อีกด้วย

        หลักจากให้คำปรึกษาต่างๆ จนได้ขอบเขตงานที่ชัดเจนแล้ว ที่เราต้องทำคือใบเสนอราคาพร้อมกับฟีเจอร์ต่างๆ ที่เราจะจัดทำให้กับลูกค้า โดยปกติแล้วผมจะประเมินราคาด้วย 2 วิธีนี้

1.ประเมินราคาจากระยะเวลาในการทำงาน = ชั่วโมงการทำงาน * ค่าพัฒนา/ชั่วโมง (ค่าพัฒนาขึ้นอยู่กับประสบการณ์ฟรีแลนซ์แต่ละคน)

2.ประเมินราคาจากฟีเจอร์ที่ลูกค้าต้องการ (ไม่มีสูตรที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความน่าเชื่อถือของฟรีแลนซ์)

        การประเมินราคานั้นเราควรคิดเสมอว่า การรับงานมาคือ ความรับผิดชอบตั้งแต่เริ่มงานจนปิดงาน ค่าใช้จ่ายของเราคือเวลาที่ใช้ไปกับการคุยงาน การเดินทาง การพัฒนา หรือการแก้ไขงาน  จนกระทั่งปิดงานสำเร็จ สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่มีประสบการณ์ก็สามารถติดต่อเราได้

2.4 ความเสี่ยงจากการทำงานแต่ลูกค้าไม่จ้าง !

       ทุกๆครั้งที่เรานัดลูกค้าในการคุยการ เก็บ Requirement ออกใบเสนอราคา หรือให้คำปรึกษาก็ตาม ความเสี่ยงคนหลายๆ คนมองข้ามไปคือ เวลาที่เราเสียไปจากการคุยงานแต่ลูกค้าไม่ได้จ้าง เหตุการณ์แบบนี้เกิดได้บ่อยมาก เนื่องจากลูกค้าทุกๆคนก็ต้องการ ฟรีแลนซ์ที่โอเคที่สุด จึงมีการติดต่อฟรีแลนซ์ไปหลายๆเจ้า ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงเหตุการณ์เช่นนี้ได้ สิ่งที่เราควรทำคือดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด เริ่มจาการให้คำปรึกษา การทำใบเสนอราคา การทำเอกสาร ของทุกอย่างที่ส่งให้ลูกค้าแสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดงาน ถ้าลูกค้าเห็นความใส่ใจ และคุณภาพในตัวเรา สุดท้ายเขาก็จะจ้างเราเอง

2.5 ความเสี่ยงจากการแก้ไขงาน

       ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการทำงานคือ การตกลงก่อนเริ่มงาน ในการตกลงรับงานแต่ละครั้ง เราควรมีสิ่งที่กำหนดขอบเขตของงาน ระยะเวลาในการพัฒนา การแก้ไขงาน และการจ่ายเงิน จากประสบการณ์รับงานในครั้งแรกๆ เราไม่ได้มีการทำเอกสารที่ชัดเจนส่งผลให้เราต้องทำงานนอกขอบเขตที่เราคิด ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดจะเป็นเรื้องแก้ไขงานและเพิ่มงานหลายรอบ เนื่องจากลูกค้าที่มาจ้างเรานั้นอาจมีลูกค้าที่จ้างมาอีกที หากลูกค้าของลูกค้าต้องการแก้อะไร สุดท้ายแล้วจะตกมาที่ฟรีแลนซ์ที่จะต้องแก้ไขงานให้ลูกค้าพอใจมากที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่ป้องกันการทำงานนอกขอบเขตได้ด้วย การทำเอกสารให้ชัดเจนก่อนว่าจ้าง

เอกสารที่ตกลงกันควรมีหัวข้อ 4 อย่างนี้รวมอยู่ด้วย เพื่อให้การทำงานตรงกับที่เราคิดไว้มากที่สุด

  • ขอบเขตงาน
  • ระยะเวลาพัฒนา
  • การดูแลและแก้ไขงานหลังจากส่งมอบงาน
  • เงื่อนไขการจ่ายเงิน

2.6 ความเสี่ยงจากตัวลูกค้า

       หลังจากเราเริ่มทำงานจนเสร็จเรียบร้อยหรือถึงจุดที่ต้องส่งมอบงานให้กับลูกค้า สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือลูกค้าจะตรวจสอบงานของเราและให้ Feedback กลับมาเพื่อแก้ไขงาน ถ้าหากเจอลูกค้าดี เราก็จะได้ Feedback เร็วเพื่อแก้ไขงานและส่งมอบงานจนสามารถปิดงานได้ แต่หากเจอลูกค้าที่ไม่สนใจงาน กว่าที่จะได้ Feedback อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ หรือบางครั้งกินเวลาเป็นเดือน ทำให้เราปิดงานช้า จากเดิมคิดว่างานนี้ 1 เดือนเสร็จกลายเป็นว่าใช้เวลา 2 เดือน ทำให้ได้เงินค่าจ้างช้าไปด้วย

คำแนะนำ

1.เลือกลูกค้าที่เข้ามาถ้าหากเรามีงานมากพอ

2.เขียนเงื่อนไขหรือทำเป็นสัญญาว่าจ้าง (แต่ก็อย่ามากจนเกินไปเพราะอาจทำให้ลูกค้าหันไปจ้างเจ้าอื่นแทน)

3.วิธีการหางานและเอาตัวรอด เมื่อมีฟรีแลนซ์จำนวนมากในตลาด

        หัวข้อนี้สำคัญสุดๆเนื่องจากการเป็นฟรีแลนซ์ต้องหางานให้ได้ ไม่มีงานก็ไม่มีเงินเลยนะจ๊ะ 😀

สำหรับผมเองจะมีวิธีหางาน 3 วิธี

1.รับงานจากคนรู้จัก

       การรับงานกับคนรู้จักถือเป็นข้อดี เนื่องจากเราสามารถไว้ใจได้ พูดคุยงานได้ชัดเจน หากรับจากบริษัทได้จะยิ่งดีเพราะจะทำให้เรามีงานเข้ามาตลอด

สุดท้ายแล้วงานที่เข้ามาส่วนมากจะเป็นลูกค้าเดิมๆ จากบริษัทที่เคยร่วมงาน เพราะงั้นเราควรหาบริษัทที่ส่งงานต่อให้เราได้เรื่อยๆ เพื่อให้เรามีงานไม่ขาดสาย

2.ลงประกาศหางานตามเว็บบอร์ด

       วิธีการลงประกาศก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มช่องทางให้คนรู้จักและส่งงานมาเพิ่มขึ้น แต่การที่โพสเพื่อให้คนติดต่อมานั้นเราจำเป็นต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้มากๆ เช่นการทำ Portfolio, การทำเว็บไซต์ในการรับงาน, แสดงผลงานต่างๆ หรือประสบการณ์ของเรา

3.รับงานจากคนที่ไม่รู้จัก

        สำหรับการเป็นฟรีแลนซ์จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้าง Connection เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเราต้องเป็นคนหางานเอง อย่างน้อยที่สุดคือการเข้าไปทำความรู้จักกับบริษัทใหม่ๆ เพื่อให้มีขาส่งงานมากขึ้น

การหางานด้านปฏิบัติ

1.รวบรวมเว็บไซน์หางานให้มากที่สุด เพื่อที่เราจะเข้าไปหางาน หรือลงโปรไฟล์เพื่อรับงาน 

https://www.freelancebay.com , https://fastwork.co , http://www.friendlyfreelance.com , http://www.thaifreelanceonline.com )

2.ลงข้อมูลต่างๆกับเว็บไซต์ที่เราหามาให้มากที่สุดโดยข้อมูลที่ลง ต้องมีความน่าเชื่อถือ หากมีผลงานตัวอย่างที่เคยทำหรือเว็บไซต์ส่วนตัวจะดีมาก

3.หาบริษัทที่คิดว่าเราสามารถรับงานได้ และโทรติดต่อเพื่อนัดเข้าไปทำความรู้จักกัน และรับงานมาทำ

 

** นอกเหนือจาก 3 วิธีนี้แล้ว เรากำลังหา Partner ที่ร่วมงานกันได้ เนื่องจากงานเข้ามาค่อนข้างเยอะ

หากคุณเป็นฟรีแลนซ์ฝีมือดีที่ต้องการหางานด้าน Website ( Frontend, Backend ) และ Mobile Application

สามารถส่งข้อมูล Portfolio, เว็บไซต์ส่วนตัว หรือ ประสบการณ์ทำงานมาได้ที่ growthd.in.th@gmail.com **

4.การตกลงรับงาน

       สำหรับการว่าจ้างงานให้กับคนทั่วไป หรือบริษัท สิ่งที่เราเจอจะแตกต่างกันไป เช่น การว่าจ้างกับบริษัทหรือองค์กรใหญ่ต้องมีการเซ็นสัญญาว่าจ้างซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะมีการระบุชัดเจนทั้งขอบเขตงาน การจ่ายเงิน การส่งมอบงาน ระยะเวลางาน และอื่นๆ แต่ก่อนเซ็นสัญญาเราควรดูให้รอบคอบหากผิดพลาดเราอาจจะเจ็บตัวได้ เช่น ทำงานเกินระยะเวลามีค่าปรับ เป็นต้น สำหรับการรับงานบริษัทนั้นเราจะโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ซึ่งเป็นเรื่องปกติ (หากเพื่อนๆยังไม่เคยทำสัญญาว่าจ้าง สามารถติดต่อเราได้ ทางเรายินดีให้คำปรึกษา)  การว่าจ้างกับคนรู้จัก อาจว่าจ้างปากเปล่า หรือมีใบเสนอราคา เอกสารขอบเขตงานต่างๆประกอบ ข้อดีคือง่ายต่อการทำงาน ไม่ต้องปวดหัวเรื่องเอกสาร แต่หากว่าจ้างกับคนไม่รู้จัก อาจะต้องระวังหน่อยเนื่องจากเราไม่รู้ว่าจะไว้ใจได้หรือไม่ อาจเจอปัญหาจ่ายเงินช้า แก้งาน เพิ่มงานหลายรอบ ทางที่ดีควรทำเอกสารกำกับอย่างน้อยที่สุดคือขอบเขตและราคาของงานนั้นๆ

5.ฟรีแลนซ์ต้องทำอะไรในเวลาว่างงาน

       สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราเป็นฟรีแลนซ์และมีเงินเข้ามาเลี้ยงตัวเองได้คือการสร้างโปรไฟล์ของเราให้น่าเชื่อถือ เพื่อที่จะได้มีคนติดต่องานเข้ามา โดยในช่วงแรกที่เราเข้าวงการฟรีแลนซ์ การหางานค่อนข้างลำบาก มีปัญหามากมาย และที่หนักที่สุดคือไม่มีคนติดต่อเข้ามาเลยเราจึงทำตามวิธีการข้อ 3 คือหางานโดย Google ไปเรื่อยๆ หาบริษัท หาเว็บลงประกาศ หาเว็บสำหรับงานฟรีแลนซ์ ให้มากที่สุด มีเวลาว่างเมื่อไรก็หางานเพิ่มตลอด เพราะเราไม่รู้ว่างานที่เราต่อไปที่จะเข้ามาใช้เวลาอีกกี่วัน กี่สัปดาห์หากเราใช้เวลากับการพักผ่อนมากเกินไปก็อาจทำให้ไม่มีงานตัวใหม่เข้า ซึ่งอาจส่งผลให้ว่างงานได้

6.เป็นฟรีแลนซ์มีความเครียดหรือไม่

ผมขออธิบายความด้วยรู้สึกส่วนตัวเป็นข้อๆครับ

1.ความเครียดเนื่องจากไม่มีงานเข้ามา ในช่วง 1-2 เดือนแรกจะวัดใจมากว่าจะไปรอดไม่รอด เพราะหากไม่มีงานเลยก็คงต้องหางานประจำทำ

2.ความเครียดจากการปิดงาน บางงานแก้เยอะ บางงานเพิ่มเยอะ ทำให้ปิดงานได้ช้า จนรู้สึกว่าทำแล้วไม่คุ้มเวลาเลย แต่เราก็ต้องทำต่อให้เสร็จเพราะมันเป็นความรับผิดชอบที่เราตกลงกับผู้ว่าจ้างแล้ว

3.ความเครียดจากการทำงานไม่ทัน เนื่องจากงานที่เข้ามา ไม่ได้เข้ามาเรียงตามลำดับ ทำงาน 1 เสร็จ งาน 2 มาต่อ ความเป็นจริงคืองาน 1 ทำไปได้สัก 60% งาน 2 ก็เข้ามาต่อ จนบางครั้งทำให้นอนดึกมาก ต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อให้ส่งงานให้ทันลูกค้า บางครั้งที่งานทับซ้อนกันเกิดจากบางงานสะดุดจากตัวลูกค้าเองทำให้ Timeline เปลี่ยน หากมีงานใหม่เข้ามาเราก็จำเป็นต้องรับเพราะช่วงแรกๆงานก็ไม่ได้เข้ามาบ่อยๆ หากรับได้ก็ต้องรับมาทำ

4.ความเครียดสุดท้าย คือการเลือกรับงาน ในช่วงหลังคนที่เริ่มติดต่อมีมากขึ้นๆ จนไม่สามารถรับงานได้ทั้งหมด เราทำได้เพียงให้คำปรึกษาและบอกจุดยืนของเราว่าสามารถเริ่มงานได้ช่วงไหน ซึงลูกค้าบางคนก็อาจรอไม่ได้

 

7.สรุปข้อดี/เสีย การเป็นฟรีแลนซ์เทียบกับพนักงานประจำ ( ความเห็นส่วนตัวนะ :) )
ฟรีแลนซ์ พนักงานประจำ
อิสระ

ทำงานที่บ้านได้ เวลาไหนก็ได้

ขึ้นกับบริษัท

ส่วนใหญ่ มีเวลาเข้างาน ออกงาน วันหยุดวันลา ที่แน่นอน

การเดินทาง

มีบ้างสำหรับเดินทางเพื่อคุยงานกับลูกค้า แต่สามารถเลือกเวลาคุยงานได้

ทำให้ไม่ต้องเดินทางร่วมกับคนจำนวนมากในเวลาเช้าและเย็น

การเดินทาง ขึ้นกับสถานที่พักและออฟฟิต

เดินทางร่วมกับผู้คนจำนวนมากในเวลาเช้าและเย็น

เจอปัญหารถติดในตอนเย็น

แต่งตัวตามสบาย

แต่งตัวสบายๆ อาจจะชุดบ้างหากออกไปคุยงานกับลูกค้า

การแต่งตัว

ขึ้นอยู่กับธรรมเนียมของบริษัท

เป็นนายตัวเอง

ไม่มีคนคอยคุมงาน ตำหนิ หรือคอยบ่น

 

มีเจ้านาย หรือหัวหน้างาน

มีคนคอยกำกับดูแลงานให้ หากเจอหัวหน้างานดี เราจะได้พัฒนาตัวเอง

หาเจอหัวหน้างานไม่ดี อาจปวดหัวมีคนคอยตำหนิ คอยบ่น

การเงินไม่มั่นคง

จำนวนเงินที่รับต่องานได้มาก แต่งานก็ไม่ได้มีเข้ามาตลอดทุกๆเดือน

ทำให้เราไม่สามารถผ่อนของขนาดใหญ่ได้ เช่นการผ่อนรถ เนื่องจากบางเดือนอาจะไม่มีเงินส่ง

มีเงินใช้มั่นคง + โบนัส + ความก้าวหน้าที่แน่นอน

มีเงินเดือนมั่นคง โบนัส สวัสดิการ ค่ารักษาต่างๆ

 

ความเสี่ยงสูง

ฟรีแลนซ์มีความเสี่ยงหลายๆด้าน แต่ถ้าเรารับมือได้ก็สามารถเอาตัวรอดและอยูในตลาดได้ไม่ยาก

ความเสี่ยงต่ำ-ปานกลาง

ขึ้นกับตัวบริษัท


สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการเป็นฟรีแลนซ์และลาออกจากงานประจำ
ผมอยากแนะนำให้ลองรับงานขณะทำงานประจำก่อน เนื่องจากความเสี่ยงหลายๆอย่าง สำหรับผมถือว่าโชคดีมากๆ ที่เริ่มทำฟรีแลนซ์แล้วรอดมาได้ อาจเป็นเพราะสมัยเรียนได้รับงาน outsource มาหัดทำ ได้ connection จากเพื่อนๆ จากคนรู้จัก สุดท้ายแล้วผมขอขอบคุณทุกๆ คนที่เกี่ยวข้องและให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด _/|\_